วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เศรษฐี..หรือยาจก ปั้นหน้า

 เศรษฐี หรือยาจกปั้นหน้า

        เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงจะเป็นเวลาที่สหรัฐอเมริกาต้องชำระหนี้ อันอาจจะมีการผิดชำระได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่มากที่จะไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ภาระของการเป็นหนี้ที่สูงมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ทำให้ต้องรัฐบาลแบกรับภาระอันเกิดจากบริโภคนิยมและการทหารที่ประกาศศักด์ดาอย่างไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนในโลกใบนี้ การกำหนดทิศทางเดินของตนเองที่ผิดพลาดมาแต่ต้นจึงนำไปสู่วิกฤตอันน่ากลัวของนักเศรษฐกิจ ทั่วโลก เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งทีใช้ทรัพยากรและบริโภคสินค้ามากจนประเทศต่าง ๆ  ที่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศนี้ต้องร้อน ๆ หนาวไปตาม ๆ กัน เหมือนเชื้อโรคที่สามารถติดต่อได้ก็ไม่ปาน สิ่งหนึ่งที่จะเป็นการป้องกันตัวเองของประเทศต่าง ๆ คือ เตรียมที่จะเลือกตลาดใหม่ในการส่งออก เลือกที่จะไม่ถือครองพันธบัตรสหรัฐอเมริกา เลือกที่จะไม่ลงทุนที่สุ่มเสี่ยงกับประเทศนี้ นี่คือการปกป้องตัวเองแบบกำปั้นทุบดินที่สุดแล้ว

แต่อีกมุมมองหนึ่ง ผมเห็นว่าประเทศนี้ยังมีศักยภาพพอที่จะฟื้นฟูตัวเองให้กลับมาเป็นเศรษฐีที่แท้จริงได้อีกครั้ง เพียงแต่ประเทศนี้ต้องมีรัฐบาลที่กล้าหาญกว่านี้ที่จะไม่ก่อภาระหนี้ขึ้นใหม่ มีนโยบายที่จะชำระหนี้ให้หมด โดยกลวิธีต่าง ๆ ตามที่จะนึกได้ และเป็นกลไกให้ประเทศฟื้นตัวด้วย นั่นหมายถึงประชาชนคนสหรัฐต้องมีความคิดที่เปลี่ยนไป โดยต้องอาศัยจุดแข่งของประเทศนี้อยู่ ซึ่งก็มีอยู่มาก ส่วนใหญ่แล้วนั้น อยู่ที่ความเป็นคนอเมริกัน คือ การไม่ยอมแพ้ การต่อสู้ ซึ่งผมเ้องก็ไม่แน่ใจว่าอเมริกันชนในสมัยนี้ยังเหมือนเดิมกับสมัยก่อนหรือไม่ ด้วยภาพลักษณ์ที่ใคร ๆ มองสหรัฐว่าเป็นเศรษฐีมีเงิน แต่ความจริงอาจจะเป็นเศรษฐีในกลุ่ม ๆ นักลงทุน แต่รัฐบาลยากจนมากที่สุดในโลกก็ว่าไ้ด้ เพราะวัดความมั่งคั่งจากทรัพย์สิน และหนี้สินอาจจะต้องขายกิจการของรัฐในหลายๆ อย่างจึงจะเพียงพอต่อการชำระหนี้ทั้งหมด

ประเทศที่จะต้องจับตามองว่าจะกลายเป็นเศรษฐีตัวจริง ปรับโปกัสไปที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นเ้จ้าหนี้ให้ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย ความเสี่ยงของเจ้าหนี้ก็ย่อมมี ในเมื่อลูกหนี้กำลังจะผิดนัดกาำรชำระหนี้ ความผันแปรของโลกจึงจะเกิดขึ้น เพราะคำว่า "เงิน"  ต่อไปคงจะมีการขายประเทศเพื่อชำระหนี้ ต่อไปคงไม่ต้องมีสงครามทางอาวุธ แต่จะเป็นสงครามทางการเงิน และเป็นสงครามปลดแอกจากความเป็นประเทศราช (ต้องส่งดอกเบี้ย)


ป้ายกำกับ: , ,

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พ.ร.บ. กองทุนเงินออมแห่งชาติ

พ.ร.บ. กองทุนเงินออมแห่งชาติ

                    ด้วยความสนใจของผมมาตั้งแต่ต้นในการติดตามความคืบหน้าของกองทุนเงินออมแห่งชาติด้วยอาการใจจดใจจ่อ ว่าสภาจะผ่านหรือไม่ ด้วยความดีใจที่ว่ากองทุนนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ที่จะลดภาีระในวัยเกษียณของคนไทย ซึ่งจะทำให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศได้อย่างดี ต่อจากนี้ไปคนไทยก็จะมีหลักประกันในวัยเกษียณแบบขั้นต่ำ มองไปแล้วรัฐบาลก็ยังต้องรับภาระในการจ่ายเงินสมทบให้เป็นจำนวนสูงสุดถึง 6,000 บาทต่อปี ต่อคน แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ดี ที่สามารถจูงใจคนไทยที่อยู่นอกกองทุนประกันสังคม ทำให้ทุกอาชีพก็สามารถมีหลักประกันที่มั่นคงได้ โดยไม่ต้องเป็นข้าราชการเพียงอย่างเดียว ซึ่งยังเข้าใจผิดกันอยู่มาก ว่าต้องเป็นข้าราชการจึงจะได้รับเงินบำเน็จบำนาญ ต่อไปนี้อาชีพอื่นที่อยู่นอกเหนือกองทุน ก.บ.ข หรือกองประกันสังคม หรือกองทุนอื่นๆ ที่เป็นหลักประกันของการมีชีวิตหลังเกษียณ เมื่อผมได้ศึกษารายละเอียดของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ยังพบว่ามีข้อดีอยู่หลายประการจึงขอสรุปไว้ดังนี้

1. รัฐบาลจ่ายสมทบให้เท่ากับที่จ่ายเข้ากองทุน ซึ่งขั้นต่ำอยู่ที่ 50 บาทต่อเดือน หรือ 600 บาทต่อปี สูงสุดอยู่ที่ 6000 บาทต่อปี นับว่าน่าสนใจมากทีเดียว
2. มีลักษณะการบริหารเงินกองทุนคล้ายกับ ก.บ.ข. แต่มีการประกันความเสี่ยงที่ดี โดยให้คณะกรรมการบริหารกองทุน ลงทุนในหลักทรัพย์ได้ในความเสี่ยงที่มีความมั่นคงสูง
3. ได้ประโยชน์กับผู้ที่อยู่นอกกองทุนต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อน พ.ร.บ. ฉบับนี้
4. ได้ดอกเบี้ยหลังในการฝากเงิน คล้ายกับเงินฝากธนาคาร แต่ได้เงินสมทบจากรัฐบาลด้วย

 
อ่านเอกสารอ้างอิงได้ที่
อ้างอิืง : www.thaipvd.com/upload/pension.pdf

ป้ายกำกับ: ,